คำถามการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

9 คำถามยอดฮิตของผู้ที่ต้องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

คุณแม่มือใหม่หลาย ๆ คนคงจะกังวลมากในเรื่อง การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพราะมีคุณแม่หลายคนที่คลอดลูกแล้วน้ำนมไม่ได้ไหลทันที คุณแม่บางคนก็อาจเป็นกังวลเกี่ยวกับร่างกายและสุขภาพของตนเองว่าจะพร้อมให้นมลูกหรือไม่ จึงเกิดคำถามต่าง ๆ เกี่ยวกับการให้นมแม่ว่าให้นมแบบนี้ทำได้หรือไม่ มาดูคำถามยอดฮิตเรื่องการให้ลูกกินนมแม่กันค่ะ ว่ามีอะไรบ้าง

9 คำถามยอดฮิตของผู้ที่ต้องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

1. กินนมแม่แล้วลูกแหวะ อาเจียน แสดงว่าแพ้นมแม่หรือไม่ ต้องหยุดให้นมหรือไม่

เรื่องนี้ไม่จริงนะคะ ถ้าลูกแหวะนมให้คิดก่อนว่าคุณแม่ให้นมลูกมากเกินไปหรือไม่ ที่ลูกร้องไห้บ่อย ๆ อาจจะไม่ได้หิวค่ะ อาจจะเกิดจากสาเหตุอื่น ดังนั้นควรให้นมลูกเป็นเวลา ถ้าลูกร้องก็ควรอุ้มเดินเล่นบ้างค่ะ ไม่ใช่เห็นลูกร้องไห้แล้วจับเอานมใส่ปากลูกอย่างเดียวแบบนี้ก็ไม่ดีค่ะ

2. แม่เป็นภูมิแพ้ให้ลูกกินนมได้หรือไม่

สามารถให้ลูกกินนมได้ตามปกติค่ะ แต่ต้องลดอาหารบางอย่างที่กระตุ้นให้โรคภูมิแพ้กำเริบค่ะ เช่น ถั่ว ผลิตภัณฑ์จากนม ไข่ อาหารทะเล แป้งสาลี เป็นต้น

3. มีลูกแฝดให้กินนมแม่จะพอไหม

ถ้าคุณแม่ตั้งครรภ์แฝดร่างกายจะรับรู้ได้เองตามธรรมชาติ และสร้างน้ำนมมาให้พอกับความต้องการของลูกแฝดแน่นอนค่ะ

4. หัวนมบอด หัวนมสั้น ให้นมลูกได้หรือไม่

ให้ได้ค่ะ ในตอนฝากครรภ์คุณหมอจะทราบเรื่องพวกนี้อยู่แล้วและจะแนะวิธีการให้นมที่ถูกต้องให้คุณแม่มาปฏิบัติเองค่ะ คุณแม่ไม่ต้องกังวลนะคะ เพราะลูกจะหาทางดูดนมได้เอง และจะชินกับเต้านมของคุณแม่ไปเอง เพราะจริง ๆ แล้วลูกดูดนมที่ลานนมของคุณแม่ค่ะ ไม่ใช่ที่หัวนม

5. ลูกกินนมแม่แล้วถ่ายไม่ปกติ

ไม่เป็นความจริง เพราะนมแม่ย่อยง่ายทำให้ระบบการขับถ่ายของลูกดี กระเพาะอาหารทำงานได้ดี ลูกจะไม่อืดท้อง ท้องไม่แข็ง ไม่อึดอัดหรืออาเจียน นอนหลับดีกินดีค่ะ

6. ลูกตัวเหลืองต้องได้รับน้ำนมแม่ทันที

เด็กทารกส่วนมากจะตัวเหลืองเนื่องจากการทำงานของตับและน้ำดียังทำงานไม่ดี ถ้าน้ำนมของคุณแม่ยังไม่มีในช่วงแรกก็ไม่เป็นไรค่ะ ใช้การส่องไฟไปก่อนได้ แต่ถ้ามีน้ำนมแล้วก็ควรให้ลูกดูดนมแม่เพื่อลดอาการตัวเหลืองได้ค่ะ

7. แม่ไม่สบายเป็นหวัด ให้นมลูกได้หรือไม่

ให้ได้ตามปกติค่ะ ยกเว้นตอนที่คุณแม่ไข้ขึ้น เพราะอาการไข้ขึ้นเกิดจากเชื้อแบคทีเรียอาจทำให้ลูกป่วยได้ แต่ถ้าคุณแม่ แค่ไอ มีน้ำมูก หรือเจ็บคอ สามารถให้นมลูกได้ตามปกติค่ะ และไม่ควรซื้อยามากินเองนะคะ เพราะยาบางตัวมีผลกับทารกที่ดูดนมแม่ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนซื้อยาค่ะ

8. ลูกมีพังผืดที่ลิ้น ดูดนมแม่ไม่ได้

ไม่เป็นความจริงเด็กๆทุกคนมีพังผืดที่ลิ้นทุกคนแต่จะมีมากมีน้อยแตกต่างกันไป ถ้ามีมากคุณหมอจะทำการตัดให้เพื่อให้เด็กได้ดูดนมแม่ได้ตามปกติค่ะ

9. คุณแม่ที่เสริมหน้าอกให้นมลูกได้หรือไม่

สามารถให้ได้ตามปกติ แต่ในช่วงที่เต้านมคัดจะรู้สึกอึดอัดและคัดตึงมากกว่าปกติ แต่เมื่อลูกดูดนมไปได้สักระยะ หน้าอกก็จะกลับมาเป็นปกติไม่หย่อนยานแน่นอนค่ะ

ความเชื่อดังกล่าวเกี่ยวกับการให้นมลูก เป็นสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ พูดกันต่อ ๆ มา จึงอาจทำให้คุณแม่มือใหม่บางคนสับสนและเข้าใจผิดได้นั่นเอง

 

การให้ลูกกินนมแม่

10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ การให้ลูกกินนมแม่

เรื่องนมแม่มาอีกแล้วค่ะ จะให้พูดอย่างไรก็ไม่มีเบื่อค่ะ เพราะต้องการย้ำว่า การให้ลูกกินนมแม่ นั้นดียังไง ดังนั้น คุณแม่ทั้งหลายพยายามให้ลูกได้กินนมแม่กันเถอะนะคะ

10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ การให้ลูกกินนมแม่

1. กินนมแม่จะทำให้ลูกสุขภาพดี ดีที่สุด ดีมาก ๆ:

เพราะเป็นภูมิคุ้มกันโรคต่าง ๆ ได้ดี เช่น หวัด ไซนัส โรคเกี่ยวกับหู กระเพาะอาหาร ท้องผูก ลดอาการของโรคภูมิแพ้ และลดการเกิดภูมิแพ้ของโรคต่าง ๆ เป็นต้น

2. ลูกกินนมแม่ แม่ก็สุขภาพแข็งแรง:

ทำให้มดลูกเข้าอู่เร็ว ลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งเต้านม ฮอร์โมนหลังคลอดคงที่ ที่สำคัญเผาผลาญแคลอรี่ดีมาก ๆ เลยค่ะ

3. เมื่อลูกป่วยซึ่งเกิดจากภาวะขณะคลอด นมแม่สามารถช่วยชีวิตลูกได้:

เช่น ตัวเหลือง คลอดก่อนกำหนด ถ้าเด็กได้รับนมแม่อย่างพอเพียง อาการเหล่านี้จะดีขึ้นและหายไปในที่สุดค่ะ

4. ประหยัดสุด ๆ:

ถ้าลูกกินนมแม่ไปจนกว่าจะเลิกกินคุณจะประหยัดค่านมผงได้เดือนละ 4000-5000 บาทต่อเดือน ซึ่งคิดดูนะคะ ถ้าลูกกินนมแม่อย่างเดียว 1 ปี ก็ประหยัดค่านมไปได้ 48000-60000 บาทต่อปี ซึ่งสามารถนำเงินเหล่านี้มาซื้อของใช้จำเป็น หรือ เก็บไว้เป็นค่าเทอมลูกได้อย่างสบายกระเป๋าเลยค่ะ

5. คุณแม่ก่อนคลอดสัก 2-3 เดือนควรเริ่มกินอาหารเพื่อบำรุงน้ำนมให้มาก:

วิตามิน และ แคลเซียมต่าง ๆ ควรได้รับมากกว่าปกติ 2 เท่า เพราะหลังคลอดลูกจะได้มีน้ำนมที่มากพอให้ลูกได้ดูดกินค่ะ

6. การให้ลูกกินนมแม่จะสะดวกต่อตัวคุณแม่และลูกน้อย:

เพราะไม่ว่าจะเดินทางไปไหน หรืออยู่ตรงจุดไหนก็สามารถให้นมลูกได้เลย ไม่ต้องเตรียมอุปกรณ์ใส่หรือเก็บนม ให้วุ่นวายค่ะ

7. เก็บนมไว้ให้ลูกกินได้นาน:

คุณแม่ที่ต้องออกไปทำงานนอกบ้านโดยทิ้งลูกไว้กับพี่เลี้ยงเด็ก สามารถปั๊มนมแม่ไว้ให้ลูกกินได้เป็นเดือน ๆ โดยการแช่แข็ง นมแม่จะอยู่ได้นานถ้าเก็บอย่างถูกวิธี ลูกสามารถกินนมแม่ได้จนกว่าจะเลิกนมค่ะ

8. เครื่องปั๊มนมช่วยคุณแม่ได้นะคะ:

สำหรับคุณแม่ที่น้ำนมไหลไม่ค่อยดี สามารถใช้เครื่องปั๊มกระตุ้นได้สลับกับการให้ลูกดูดค่ะ น้ำนมจะได้ไหลดีอย่างต่อเนื่อง เมื่อน้ำนมมาเยอะก็สามารถใส่ถุงแช่น้ำนมเก็บไว้ให้ลูกได้อีกค่ะ

9. คุณพ่อก็ให้นมแม่ได้นะคะ:

ถ้าคุณแม่ไม่สะดวกหรือออกไปทำธุระข้างนอก คุณพ่อเพียงแต่นำนมแม่ที่แช่แข็งไว้มาละลายในน้ำอุ่น เมื่อน้ำนมละลายดีแล้วก็นำใส่ขวดแล้วให้ลูกดูดได้ทันทีค่ะ

10. สร้างความรักความผูกพันระหว่างแม่ลูก:

ความรักความผูกพันของแม่กับลูกนอกจากทางสายเลือดแล้ว การได้ดูดนมแม่ ก็ทำให้ความสัมพันธ์ของแม่ลูกแนบแน่นยิ่งกว่าเดิมอีกนะคะ

นมแม่ สะอาด ปลอดภัย ไร้สารปนเปื้อนต่าง ๆ คุณแม่มือใหม่ทุกคนต้องศึกษาเรื่องการให้นมแม่ให้ดี เพื่อสุขภาพที่ดีของลูกน้อย ขอให้คุณแม่ทุกคนสู้ ๆ ค่ะ

อาหารคนท้องเดือนแรก

อาหารคนท้องเดือนแรก ควรหรือไม่ควรทานอะไร

เดือนนี้เป็นเดือนที่น่ายินดีสำหรับหลาย ๆ บ้านที่รู้ว่ากำลังตั้งครรภ์ แต่คุณแม่บางคนก็ยังไม่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์แล้ว เพราะในเดือนแรกนี้สิ่งที่สังเกตได้ว่าตั้งครรภ์คือ ประจำเดือนขาด แต่คุณแม่บางคนก็ยังไม่มีอาการแพ้ท้อง ส่วนคุณแม่ที่รู้ว่ากำลังตั้งครรภ์ก็ควรจะรีบไปหาหมอเพื่อฝากครรภ์และรับยาบำรุงมากิน และเริ่มดูแลร่างกายตัวเองได้เลยค่ะ ในเดือนแรกนี้คุณแม่สามารถบำรุงครรภ์ด้วยอาหารที่สำคัญดังนี้ค่ะ

ตั้งครรภ์เดือนแรก อาหารที่ควรทานเพื่อบำรุงครรภ์มีดังนี้

1. อาหารที่อุดมไปด้วยโฟเลต:

ถึงแม้จะฝากครรภ์ และคุณหมอได้ให้ยาบำรุงร่างกายอย่างโฟเลตมาแล้ว คุณแม่ก็ต้องกินอาหารที่อุดมไปด้วยโฟเลตด้วย ได้แก่ ส้ม, มันฝรั่ง, หน่อไม้ฝรั่ง, ไข่, ถั่ว, ผักใบเขียว เป็นต้น

2. วิตามินบี 6:

มีส่วนช่วยในเรื่องการยับยั้งอาการแพ้ท้อง แก้คลื่นไส้ได้ดี อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี 6 มีดังนี้ ธัญพืช, ปลาแซลมอน, เนยถั่ว, กล้วย, ถั่ว, เป็นต้น

3. ผลไม้:

ผลไม้เป็นอาหารที่คุณแม่ต้องทานตลอดการตั้งครรภ์อยู่แล้ว เพราะในผลไม้มีวิตามิน เกลือแร่ แร่ธาตุ ที่จำเป็นสำหรับทารกและยังช่วยให้ระบบขับถ่ายของคุณแม่เป็นปกติอีกด้วย

4. นม:

เป็นแหล่งรวบรวมสารอาหาร ของโปรตีน, วิตามิน, แคลเซียม, น้ำ, ไขมัน, กรดโฟลิก และ วิตามิน D การกินนมจำเป็นมากสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ คุณแม่ควรกินนมตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ แต่ก็ไม่ควรกินมากเกินไป หรือไม่ควรกินเกิน 3 แก้วต่อวันค่ะ

5. เนื้อสัตว์:

มีความสำคัญมากเช่นกันเพราะมีสารอาหารที่เป็นโปรตีน จำเป็นต่อการสร้างกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของทารก แต่ก็ต้องมั่นใจว่าปรุงสุกสะอาด เพื่อป้องกันการติดเชื้อในทารกค่ะ

6. อาหารที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก:

เช่น บีทรูท, ข้าวโอ๊ต, รำข้าว, ปลาทูน่า, ถั่ว, ผลไม้แห้ง, ไก่ และ เนื้อสัตว์ เพราะเด็กทารกต้องการใช้เลือดเป็นจำนวนมากเพื่อลำเลียงออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายค่ะ

8 วิตามินสำคัญที่ควรได้รับ

8 วิตามินสำคัญที่ควรได้รับก่อนตั้งครรภ์และระหว่างตั้งครรภ์

คุณคิดอย่างไรเมื่อจะมีสมาชิกใหม่เข้ามาในชีวิต ในครอบครัวของคุณคงจะดีใจมาก และแน่ใจได้เลยว่าคุณต้องบำรุงครรภ์นี้เป็นอย่างดี และสิ่งที่คุณจะทำให้ลูกของคุณได้ในระหว่างตั้งครรภ์ คือ การรับประทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์ต่อร่างกายของลูกในครรภ์

อาหารที่สำคัญซึ่งขาดไม่ได้เลยหากคุณวางแผนที่จะมีบุตร คือ การทานวิตามิน และถ้าจะให้ดีคุณควรทานตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ และในระหว่างตั้งครรภ์ วิตามินที่แนะนำให้ทานมีดังนี้ค่ะ

8 วิตามินสำคัญที่ควรได้รับก่อนตั้งครรภ์และระหว่างตั้งครรภ์

1. กรดโฟลิก

กรดโฟลิก มีความสำคัญมาก ๆ กับคุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคน คุณแม่ที่วางแผนจะมีลูกควรทานกรดโฟลิกอย่างน้อยก่อน 1-3 เดือน และถ้ารู้ว่าตั้งครรภ์ก็ควรทานทันที เพราะกรดโฟลิกช่วยลดความพิการตั้งแต่แรกเกิดของทารกได้ คุณแม่สามารถทานกรดโฟลิก ในรูปแบบที่เป็นยา หรือ อาหารก็ได้ ขึ้นอยู่กับความสะดวก ถ้าต้องการทานเป็นอาหาร ก็อย่างเช่น ถั่ว, ถั่วดำ, ผักใบเขียว, ผักโขม, ตับ เป็นต้น

2. วิตามินซี

ถ้าคุณแม่ที่เริ่มตั้งครรภ์ได้ทานวิตามินซีอย่างเหมาะสม จะช่วยป้องกันการแท้งบุตรได้ และถ้าคุณผู้ชายที่ต้องการจะมีลูกก็ควรทานวิตามินซีเยอะ ๆ เพราะจะช่วยเพิ่มอสุจิ และทำให้อสุจิแข็งแรงค่ะ

3. วิตามินอี

วิตามินอี สำคัญมาก ๆ เลย ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย สำหรับคุณผู้ชายวิตามินอีจะทำให้สเปิร์มแข็งแรง และสำหรับคุณผู้หญิงจะทำให้วงจรการตกไข่เป็นไปอย่างปกติค่ะ

4. สังกะสี

สำคัญสำหรับผู้หญิงและผู้ชายทุกคนเช่นกัน เพราะจะทำให้ระบบสืบพันธุ์ทำงานได้ดี และการแบ่งตัวของเซลล์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แหล่งอาหารที่สำคัญ คือ โยเกิร์ต, ถั่วเขียว, หอยนางรม, ไก่, กุ้ง, เนื้อ, งา และ เมล็ดฟักทอง เป็นต้น

5. วิตามินบี 6

ช่วยควบคุมระบบการตกไข่ให้เป็นปกติ และสำหรับคุณแม่ที่แพ้ท้องสามารถกินวิตามินบี 6 เพื่อช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้อง อาหารแนะนำมีดังนี้ ผักโขม, หัวผักกาดเขียว, พริก, กระเทียม, หน่อไม้ฝรั่ง, บรอกโคลี, ปลาทูน่า, ผักคะน้า, ปลา, ตับ, กะหล่ำปลี และ ผักชีฝรั่ง

6. อาหารที่อุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ

อาหารพวกนี้จะช่วยปกป้องไข่และสเปิร์มจากความผิดปกติของระบบโคโมโซม แหล่งอาหารที่สำคัญคือ กุ้ง, เห็ด, ตับ, ปลา, ปลาทูน่า, ปลาแซลมอน, ปลากะพง และ ไก่งวง

7. ธาตุเหล็ก

ธาตุเหล็ก เป็นแหล่งอาหารสำคัญที่จะไม่ทำให้คุณเป็นโรคโลหิตจาง และสำคัญมาก ๆ สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ แหล่งอาหารที่หาได้คือ เต้าหู้, ถั่ว, เมล็ดฟักทอง

8. กรดไขมันจำเป็นต่างๆ

เช่น โอเมก้า 3 จะช่วยควบคุมระดับฮอร์โมนของคุณแม่ตั้งครรภ์ ทำให้มดลูกแข็งแรง ช่วยเรื่องการไหลเวียนของโลหิต ลดภาวะคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักตัวลูกดี แหล่งอาหารสำคัญที่อุดมไปด้วยกรดไขมันดี มีดังนี้ วอลนัท, กุ้ง, เมล็ดเจีย, ปลาซาร์ดีน, ปลาทูน่า, ปลาแซลมอน, เมล็ดแฟลกซ์ และ ปลากะพง

คุณแม่ที่ตั้งครรภ์แล้ว หรือกำลังเตรียมตัวจะตั้งครรภ์ ถ้าอยากมีสุขภาพดี นอกจากการรับประทานอาหารแล้วยังต้องออกกำลังกายควบคู่กันไปด้วย สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะเริ่มอาหารเสริมใด ๆ และไม่ควรทานมากจนเกินไป ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น การได้รับสารพิษ หรือการใช้ยาบางตัวที่มีผลกับฮอร์โมนในร่างกายค่ะ

อาหารคนท้อง 9เดือน

อาหารคนท้อง 9เดือน ควรหรือไม่ควรทานอะไร

ช่วงเวลาคลอดใกล้เข้ามาถึงทุกที คุณแม่ที่ใกล้คลอดควรปล่อยจิตใจให้ผ่อนคลาย เพราะอีกไม่กี่วันก็จะได้เห็นหน้าลูกน้อยแล้ว แต่ถึงจิตใจจะผ่อนคลาย ท้องของคุณแม่ก็ต้องแบกรับน้ำหนักของตัวลูกที่ใหญ่เท่าลูกแตงโมไว้อยู่ ดังนั้นเรื่องกินอาหารก็อาจทำให้คุณแม่อึดอัดท้องได้ดังนั้นคุณแม่ควรเลือกกินอาหารที่ดีและจำเป็นต่อร่างกายจริงๆเท่านั้นค่ะ

ตั้งครรภ์ 9 เดือน อาหารที่ควรทานเพื่อบำรุงครรภ์มีดังนี้

ธัญพืช และ ธัญพืชไม่ขัดสี หรือขนมปัง : แบ่งเป็นมื้อเล็กๆ 6-11 มื้อ ต่อวัน
ผลไม้ : 2-4 ครั้ง ต่อวัน
ผัก : มากกว่า 4 ครั้ง ต่อวัน
ผลิตภัณฑ์นม : ประมาณ 4 ครั้ง ต่อวัน
อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามิน : ทาน 3 ครั้ง ต่อวัน
คาร์โบไฮเดรท : แบ่งเป็นมื้อเล็กๆอย่างน้อย 3-4 ครั้งต่อวัน
น้ำเปล่า : อย่างน้อยวันละ 1 ลิตร
ตั้งครรภ์ 9 เดือน อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงไม่ควรทาน

กาแฟ: ในไตรมาสที่ 3 คุณแม่ส่วนมากมักจะมีอาการนอนไม่หลับอยู่แล้ว อาจเป็นเพราะฮอร์โมนและความกังวลเรื่องทารกและการคลอด จึงทำให้นอนไม่หลับ ถ้ากินกาแฟ หรือ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเข้าไปอีกอาจทำให้มีอาการนอนไม่หลับมากขึ้น คุณแม่ที่ชอบดื่มกาแฟไม่ควรดื่มกาแฟเกินวันละ 1 แก้วค่ะ
อาหารทะเลบางอย่างที่มีสารปรอท: อาหารเหล่านี้จะทำให้ระบบประสาทและสมองของลูกถูกทำลายได้ค่ะ
ไข่ดิบ: ไข่ดิบๆสุกๆอาจมีเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้คุณแม่มีอาการอาหารเป็นพิษได้ค่ะ
การสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์: 2 สิ่งนี้อาจทำให้คุณแม่มีภาวะเสี่ยงคลอดก่อนกำหนด และ อาจทำลายระบบประสาทและสมองของลูกค่ะ
ในช่วงเดือนสุดท้ายนี้คุณแม่อาจเสริมด้วย แคลเซียมและธาตุเหล็กให้มากเป็นพิเศษ และหลังคลอดก็ควรทานแคลเซียมและธาตุเหล็กอีกประมาณ 3 เดือน โดยเฉพาะคุณแม่ที่ต้องให้นมบุตรค่ะ
ตอนนี้ทารกในครรภ์สมบูรณ์มากแล้ว พร้อมที่จะคลอดได้ตลอดเวลา คุณแม่ควรต้องเลือกกินอาหารให้มากขึ้น กินให้ได้ประโยชน์สูงสุด และคุณแม่ไม่ควรปล่อยให้น้ำหนักตัวเพิ่มมากเกินไป เพราะในเดือนนี้คุณแม่หลายๆคนน้ำหนักจะพุ่งขึ้นสูงมากที่สุด ระบบย่อยอาหารก็ทำงานช้า ที่สำคัญควรเลือกกินอาหารที่ให้พลังงานสูง เพราะจะได้มีแรงคลอด เมื่อวันคลอดมาถึงนั่นเองค่ะ

ลูกฟันผุ

ลูกฟันผุ ปัญหาเจ็บปวดในช่องปากลูก

ลูกฟันผุสามารถเกิดได้ตั้งแต่เริ่มมีฟันน้ำนม ถ้าคุณแม่ดูแลทำความสะอาดให้ลูกไม่ถูกวิธี ตามสถิติแล้วเด็กไทยจะมีฟันผุสูงมาก เด็กบางคนมีอาการฟันผุได้ตั้งแต่ 7 เดือน ดังนั้นมาช่วยดูแลฟันลูกให้ดี อย่าปล่อยให้สายเกินไปค่ะ

สาเหตุหลักๆที่ทำให้ลูกฟันผุมีดังนี้

กินนมมื้อดึก และหลับคาขวดนม
ทำความสะอาดช่องปากและฟันไม่ถูกวิธี
กินขนมหวานที่มีลักษณะเหนียวๆติดฟันง่ายมากเกินไป เช่น ช็อกโกแลต และ ลูกอม
กินน้ำอัดลม ซึ่งมีน้ำตาลอยู่สูง
ไม่ได้เคลือบฟลูออไรด์ ตามที่แพทย์กำหนด ทุก 2 ปี
สังเกตลูกว่าฟันผุหรือไม่ ดังนี้

ลองจับฟันด้านหน้า ของลูกดูค่ะ ว่านิ่ม ไม่แข็งเท่าที่ควรหรือไม่ ถ้าไม่แข็งแสดงว่าอาจมีอาการฟันผุกับลูกแล้ว
ฟันน้ำนมที่เป็นสีขาว และเงา จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและไม่เงาเหมือนเดิม ถ้าใช้ผ้าลองเช็ดดูจะเห็นว่าแห้งผิดปกติ
ถ้าสังเกตผิวฟันว่าขรุขระ แสดงว่าฟันลูกเริ่มผุมากแล้วค่ะ และถ้าสังเกตเห็นว่าเป็นรู สีดำหรือสีน้ำตาลตรงฟันกรามด้านในแสดงว่าฟันลูกเริ่มผุแล้วค่ะ ต้องรีบปรึกษาคุณหมอและทำการรักษาทันที
อาการเมื่อลูกฟันผุ

ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม และฟันผุมากขึ้น อาการจะลุกลามไปถึงโพรงประสาท ลูกจะมีอาการปวดฟันมาก ร้องไห้งอแง ซึ่งเป็นเรื่องทรมานมากสำหรับลูก คุณจะไม่สามารถช่วยให้ลูกหายเจ็บได้ จนกว่าจะพาลูกไปพบทันตแพทย์และรักษาให้ถูกวิธีค่ะ ดังนั้น คุณแม่ควรป้องกัน ไม่ให้ลูกฟันผุตั้งแต่เนิ่นๆจะดีกว่านะคะ

อาการผมร่วงในทารก

ลูกผมร่วง อาการผมร่วงในทารก ทำไมทารกจึงผมร่วง

อาการผมร่วงในเด็กทารก เป็นเรื่องที่พ่อแม่บางคนพบเจอและสงสัยกันมาก ว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมผมลูกถึงร่วง จะร่วงไปถึงอายุเท่าไหร่ และร่วงมากแค่ไหน เป็นสิ่งผิดปกติหรือไม่สำหรับทารก มีคำตอบดี ๆ ที่นี่ค่ะ

ทำไมเด็กทารกจึงผมร่วง?

จริง ๆ แล้วคุณพ่อคุณแม่บางคนอาจจะไม่ได้สังเกตว่า ลูกผมร่วง อยู่ตลอดเวลา บางคนร่วงน้อย บางคนร่วงมาก แต่สำหรับทารกที่มีผมน้อยอยู่แล้ว พ่อแม่มักจะสังเกตเห็นมากกว่าทารกที่มีผมหนา ว่าตั้งแต่เกิดมาผมลูกบางลงมาก เพราะเห็นว่าลูกผมน้อยเลยจ้องมองอยู่ทุกวันนั่นเองค่ะ

เด็กทารกบางคนพ่อแม่จะไปเริ่มสังเกตเห็นว่าผมบางหรือหนาตอนหลังโกนผมไฟไปแล้ว(เด็กบางคนก็ไม่ได้โกน) บางคนก็ว่าโกนผมแล้วผมจะหนามากกว่าเดิม ก็แล้วแต่ความเชื่อค่ะ แต่เรื่องผมร่วงในเด็กนั้น ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ซึ่งเกิดจากฮอร์โมน และถือว่าเป็นวงจรของการเจริญเติบโตของหนังศีรษะอย่างหนึ่งค่ะ ยังไม่ต้องกังวล

แต่ถ้าเด็กคนไหนผมร่วงออกมาเป็นกระจุก ผมร่วงเร็วอย่างเห็นได้ชัด และร่วงลงในเวลาอันรวดเร็วแบบนี้ถือว่าผิดปกติค่ะ ต้องรีบปรึกษาคุณหมอทันที เพราะอาจจะเกิดจากการติดเชื้อ หรือเป็นโรคแทรกซ้อนบางอย่างนั่นเอง

ถ้าคุณเห็นว่า ลูกผมร่วง หรือมีอาการหัวล้านเป็นบางที่ หรือเฉพาะที่บนศีรษะของลูก คุณควรสังเกตต่อไปว่า ลักษณะศีรษะแบบนี้เหมือนบุคคลในครอบครัวหรือไม่ เกินจากพันธุกรรมหรือไม่ ถ้าไม่และเหมือนมีลักษณะล้านผิดปกติ หรือมีผมร่วงอยู่เรื่อย ๆ ไม่หยุดร่วง คุณควรรีบพาลูกไปพบแพทย์เพื่อตรวจสอบอาการของโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้ค่ะ

หากลูกมีอาการ

หากลูกมีอาการดังนี้ ต้องส่งโรงพยาบาลทันที

ไม่ว่าอาการนี้จะเกิดขึ้นกับเด็กเล็กหรือเด็กโต คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้จักสังเกตว่าผิดปกติหรือไม่ อาการแบบไหนต้องพาลูกไปหาหมอทันที มาดูอาการที่อันตราย และต้องรีบพาส่งโรงพยาบาลกันค่ะ

1. ตัวร้อน เกิน 38.5 องศาเซลเซียส:

ถ้าลูกมีไข้ต่ำ ๆ ให้กินยาลดไข้ หรือเช็ดตัว ดื่มน้ำเยอะ ๆ เพื่อบรรเทาอาการได้ แต่ถ้าลูกเริ่มมีไข้สูง กินอาหารไม่ได้ ตัวร้อนข้ามวันทำอย่างไรไข้ก็ไม่ลดลงต้องพาส่งโรงพยาบาล เพื่อตรวจสอบอาการไข้หวัดใหญ่ และอาการไข้เลือดออกทันทีค่ะ

2. อาการปวดแบบรุนแรง:

เช่น ปวดท้อง ปวดหัว ถ้ามีอาการปวดท้อง จะมีอาการปวดจนตัวงอ มือกำแน่น เท้าจิกลง ไม่กินอาหาร ถ่ายผิดปกติ ต้องรีบพาพบแพทย์ เพราะอาจเกิดอาการลำไส้อักเสบ หรือเป็นไส้ติ่งอักเสบได้ แต่ถ้ามีอาการปวดหัว สังเกตอาการจาก ซึมลง ไม่แจ่มใส กินอาหารไม่ได้ พูดไม่ชัด เดินไม่ปกติ อาการแบบนี้อาจรุนแรงถึงขั้นเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้ค่ะ

3. อาเจียน:

ถ้าลูกมีอาการอาเจียนบ่อยและมากขึ้นเรื่อย ๆ อาจทำให้ขาดน้ำได้ หัวใจจะเต้นเร็วและมีอาการความดันต่ำ อาจทำให้ไตวาย ซึ่งอันตรายมาก และถ้าลูกมีอาการร่วมกับอาเจียนอื่น ๆ เช่น ปวดหัว ชัก ไข้สูง อาการแบบนี้ลูกอาจเป็นอาการของการติดเชื้อในสมอง หรือ เยื่อหุ้มสมองอักเสบได้ค่ะ

4. หายใจผิดปกติ:

ถ้าลูกมีอาการไอเหมือนมีเสมหะ หายใจไม่เป็นจังหวะ หายใจเร็ว หน้าอกบุ๋ม หัวใจเต้นเร็ว ตัวเขียว ซึม อาการนี้ลูกอาจมีภาวะหายใจล้มเหลว ซึ่งทำให้เสียชีวิตได้ เพราะอาจเกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น ปอดอักเสบ หรือ ปอดบวม ค่ะ

5. ผื่นลมพิษ:

ถ้าเป็นผื่นทั่วไปจะขึ้นน้อย ๆ และกระจายตัว แต่ถ้าเป็นผื่นลมพิษจะขึ้นหนา ๆ มีอาการประมาณ 2-3 วันก็ไม่หาย และยังมีอาการร่วมอื่น ๆ เช่น เป็นไข้ มีอาการบวม หายใจไม่สะดวก อาเจียน อาการแบบนี้ต้องรีบพบหมอเพราะอาจติดเชื้อในกระแสเลือดได้ค่ะ

5 อาการที่กล่าวมาเป็นอาการที่ค่อนข้างรุนแรง เมื่อพ่อแม่สังเกตเห็นว่ามีอาการแบบนี้ควรรีบพาลูกพบแพทย์ด่วนเลยค่ะ

ผลไม้ อาหารเสริม

ผลไม้ อาหารเสริมเริ่มต้นสำหรับเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป

ผลไม้ อาหารเสริมเริ่มต้นสำหรับเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป

การให้ลูกทานอาหารเสริมสำหรับเด็กที่มีอายุ 6 เดือนเป็นเรื่องปกติและถูกต้องค่ะ เพราะว่าเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 เดือนนั้น เด็กควรกินเพียงนมแม่อย่างเดียว เพราะในนมแม่มีสารอาหารครบถ้วนจึงไม่จำเป็นต้องให้ลูกทานอาหารเสริมอย่างอื่นอีกเลย

แต่พอลูกอายุได้ประมาณ 6 เดือนฟันของลูกเริ่มขึ้นบ้างแล้ว ลูกก็จะรู้สึกหมั่นเขี้ยวฟันและก็เป็นเวลาที่ลูกสามารถกินอาหารเสริมแบบอื่นได้แล้วนอกจากนมแม่ คุณแม่อาจจะเริ่มจากน้ำผลไม้ก่อนก็ได้เพราะลูกจะชินกับการดูดน้ำ ถ้าเป็นน้ำผลไม้คั้นสดลูกก็จะกินได้ง่ายกว่าค่ะ

ผลไม้ที่เหมาะจะนำมาทำเป็นอาหารเสริมให้ลูกเริ่มทาน มีดังนี้ค่ะ

ส้ม ในน้ำส้มจะมีวิตามินซี ที่ช่วยดูดซึมธาตุเหล็ก รสชาติของส้มจะมีรสเปรี้ยวและมีความเป็นกรดจะช่วยย่อยโปรตีนจากนมได้ วิธีการคือให้นำส้มมาคั้น ส้มที่นำมาใช้ เช่น ส้มเช้ง ส้มเขียวหวาน

กล้วย จะทำให้ระบบย่อยอาหารของลูกดีขึ้น ควรเลือกเป็นกล้วยที่สุกจัด เพราะจะมีรสหวาน และ เนื้อนุ่ม วิธีการทำคือ ขูดเอาแต่เนื้อ แล้วนำมาบดให้เละ ลูกจะกินได้ง่ายขึ้น

แตงโม จะมีรสชาติหวาน เมื่อทานแล้วร่างกายลูกจะสดชื่นเพราะเป็นผลไม้ที่ชุ่มน้ำ และแตงโมมิวิตามินเอสูง วิธีการ นำไปปั่น หรือ คั้นน้ำให้ลูกทาน

มะม่วงสุก มีเบต้าแคโรทีน สารนี้จะช่วยบำรุงสายตา มะม่วงเลือกที่สุกมาก ๆ นำไปหั่นเป็นชิ้นเล็กๆหรือ นำไปบดก็ได้ค่ะ

อโวคาโด เป็นผลไม้ที่มีเนื้อนุ่ม มีวิตามินอี และกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกายและสำคัญมากสำหรับหัวใจ แต่ก็ไม่ควรจะทานมากเกินไปเพราะมีไขมันอยู่สูง วิธีการทำคือนำอโวคาโดมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ หรือ นำมาบดให้ลูกทานค่ะ

ผลไม่ที่กล่าวมาสามารถให้ลูกเริ่มทานได้ตั้งแต่ลูกอายุ 6 เดือนเป็นต้นไป เริ่มจากให้กินสัก 1 ช้อนโต๊ะไปก่อนสำหรับอาหารที่บดหรือเป็นชิ้น และสำหรับน้ำคั้นสด ให้กินประมาณ 2-4 ออนซ์ตามช่วงอายุของลูก และผลไม้ที่คุณแม่นำมาทำควรเป็นผลไม้สดที่คุณแม่เลือกและทำเองค่ะ

5 อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

5 อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับเด็กอายุ ต่ำกว่า 2 ขวบ

การให้อาหารเสริมครั้งแรกของลูกตอน 6 เดือน เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นอีกอย่างหนึ่งสำหรับคุณแม่ ในช่วงขวบปีแรกคุณแม่ต้องฝึกเรื่องทำอาหารให้เหมาะสมกับวัยของลูก เพราะเด็กในวัยนี้ จะกระหายในรสชาติที่แตกต่างจากนม ที่ต้องกินมาตลอด 6 เดือน ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้ อาหาร 5 อย่างนี้เป็นอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี เพราะร่างกายของเด็กในช่วงวัยนี้ยังไม่สมบูรณ์เต็มที่

5 อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับเด็กอายุ ต่ำกว่า 2 ขวบ

1. เกลือ หรือ อาหารที่มีรสเค็ม

สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ไม่แนะนำให้ใช้เกลือในการปรุงอาหาร เพราะเด็กในวัยนี้ไตกำลังพัฒนา และไตนั้นยังไม่พร้อมสำหรับกรองอาหารที่มีรถเค็มมากเกินไป ในการปรุงอาหารให้ลูกจะมีส่วนผสมอื่น ๆ เช่น ผัก เนื้อสัตว์ หรือสมุนไพรต่าง ๆ ที่ทำให้รสชาติดีอยู่แล้วโดยไม่ต้องใช้เกลือเป็นเครื่องปรุงเลยค่ะ

2. น้ำตาล หรือ อาหารที่มีความหวาน

สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ไม่จำเป็นต้องกินอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาล หรือ กินของหวานมากเกินไป คำแนะนำจากสมาคมโรคหัวใจอเมริกัน (AHS) ไม่แนะนำให้เด็กดื่มเครื่องดื่มที่มีรสหวาน หรือ อาหารที่มีรสหวาน เมื่อเด็กได้กินของที่มีรสหวานเด็กจะติดรสชาตินั้นไปเรื่อย ๆ และทำให้เป็นคนชอบกินหวานในที่สุดค่ะ

3. น้ำผึ้ง

ไม่ใช่แค่น้ำตาลที่มีรสหวาน น้ำผึ้งก็เป็นสารให้ความหวานเช่นกัน เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ไม่ควรกินน้ำผึ้ง เพราะในน้ำผึ้งอาจมีเชื้อแบคทีเรีย คลอสตริเดียม โบทูลินัม (Clostridium botulinum) เชื้อแบคทีเรียที่สามารถผลิตสารพิษในลำไส้ของทารก ส่งผลทำให้เด็กมีอาการท้องผูก เบื่ออาหาร ทำให้เด็กมีอาการซึม ในรายที่รุนแรงอาจจะทำให้เกิดอาการปอดบวม หรือ การขาดน้ำได้ค่ะ

4. Popcorn องุ่น และพวกเจลลี่ต่าง ๆ

อาหารที่มีลักษณะเหนียว แข็ง ลื่น และมีรูปร่างกลม เป็นอาหารที่อันตรายมาก ๆ สำหรับลูก และก็มีอาหารหลายอย่างที่มีลักษณะแบบนี้ แต่พ่อแม่หลายท่านคิดไม่ถึงและไม่ได้ระวัง อาหารเหล่านี้มักจะลื่นไปติดในหลอดลม เป็นอันตราย อาจทำให้เด็กเสียชีวิตได้ค่ะ

5. อาหารดิบ ปรุงไม่สุกดี

พ่อแม่หลายท่านชอบทานไข่ที่ไม่สุก หรือ พวกไข่ยางมะตูม แต่สำหรับเด็ก ที่อายุไม่ถึง 2 ขวบ ไข่ที่ปรุงไม่สุกเหล่านั้นเป็นอันตรายมาก รวมทั้งเนื้อสัตว์และผักต่าง ๆ สำหรับเด็กวัยนี้ต้องปรุกให้สุกและให้นิ่มจนแน่ใจว่าเด็กสามารถกินได้ อาหารที่ปรุงกึ่งดิบกึ่งสุกอาจมีเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งทำให้เด็กเจ็บป่วย และเป็นอันตรายต่อร่างกายเด็กมาก ๆ ค่ะ